สังคมและการเมืองไทยกำลังตกอยู่ในสถานการณ์การปฏิวัติเงียบ เพื่อสืบทอดอำนาจ

สังคมและการเมืองไทยกำลังตกอยู่ในสถานการณ์การปฏิวัติเงียบ  เพื่อสืบทอดอำนาจ

[ad_1]

นับตั้งแต่รัฐประหาร 2557 เรื่อยมา รัฐไทยโดยการนำของเผด็จการทหาร คสช. ที่ใช้รัฐธรรมนูญ 2560 เป็นเครื่องมือและกลไกสำคัญในการปรับเปลี่ยนโครงสร้างอำนาจของบ้านเมืองเพื่อหวังสืบทอดอำนาจระยะยาว ล่วงเลยมาจนถึงการนำของรัฐบาลประยุทธ์หลังเลือกตั้งปี 2562 ไม่สามารถยึดกุมพื้นที่ทางความคิดของผู้คนในสังคมได้อย่างเป็นปกติ พวกเขาได้แต่อำนาจบังคับโดยกำลังทหาร ตำรวจ ระบบราชการ กฎหมาย และรวบอำนาจบริหาร นิติบัญญัติและตุลาการเข้าไว้ด้วยกันเพื่อรับใช้การสืบทอดอำนาจ แต่อำนาจบังคับนั้นก็ไม่สามารถบังคับให้ประชาชนเกิดความสวามิภักดิ์หรือยินยอมพร้อมใจได้ จึงส่งผลทำให้เกิดความบกพร่องต่ออำนาจนำที่ซึ่งอำนาจทางอุดมการณ์ ความคิดและวัฒนธรรมไม่สามารถครอบงำผู้คนในสังคมได้อย่างเป็นปกติ เกิดการต่อต้านต่ออำนาจบังคับด้วยปฏิบัติการที่ทะลุเพดานจากการชุมนุมบนท้องถนนตลอดสามสี่ปีที่ผ่านมาด้วยข้อเรียกร้องหรือข้อเสนอสูงสุดต่อสังคมให้ปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ จนทำให้อำนาจนำย้ายข้างมาอยู่ฝั่งประชาชน ซึ่งดอกผลของการชุมนุมบนท้องถนนตลอดสามสี่ปีที่ผ่านมาได้วางรากฐานที่แน่นหนาแก่สังคมไทยจนทำให้รัฐไม่สามารถกอบกู้ศรัทธาและฟื้นคืนอำนาจนำกลับไปได้โดยง่าย

สิ่งที่เกิดขึ้นจึงทำให้อำนาจรัฐไม่สมบูรณ์ ได้แต่อำนาจบังคับ แต่ไม่ได้อำนาจนำทางอุดมการณ์ ความคิดและวัฒนธรรม จนเกิดเป็นวิกฤติการณ์ของอำนาจนำที่ประชาชนสูญเสียศรัทธาต่อรัฐ รัฐจึงต้องทำทุกวิถีทางเพื่อกอบกู้วิกฤตินี้ให้ได้ ทั้งพยายามช่วงชิงพื้นที่ทางความคิดของมวลชนกลับคืนมาให้ได้ เพื่อลดทอน สกัด ขัดขวาง ทำลายพลังของประชาชน และทั้งพยายามรักษาการสืบทอดอำนาจเอาไว้ให้ได้ด้วยการปรับแต่งโครงสร้างอำนาจของรัฐเพียงเล็กน้อยเท่าที่พวกเขาพอยอมรับได้ เพื่อให้อำนาจนำย้ายกลับไปอยู่ฝั่งพวกเขามากขึ้น รูปธรรมที่เห็นได้ชัด ก็คือ การเป็นผู้นำจัดตั้งรัฐบาลของเพื่อไทยโดยผสมพันธุ์กับพรรคสองลุง และผลักก้าวไกลไปเป็นฝ่ายค้าน

เรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งของการปฏิวัติเงียบที่ส่งผลให้เพื่อไทยขึ้นมาเป็นผู้นำจัดตั้งรัฐบาลแทนก้าวไกล ก็คือ การพิพากษาคดี 112 จำนวนมากในปีนี้ ดังนั้น พวกเขาต้องคิดว่าควรมีหน้าตารัฐบาลแบบใดในปีที่มีการพิพากษาคดี 112 จำนวนมาก

และรวมถึงเรื่องสำคัญอื่นๆ ด้วย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ การแก้ไข ม.112 การยกเลิกเกณฑ์ทหาร ลดงบประมาณกองทัพ ต่อต้านทุนผูกขาด สร้างรัฐ/สังคมสวัสดิการ ฯลฯ ที่พวกเขายอมให้ก้าวไกลขึ้นมาเป็นผู้นำจัดตั้งรัฐบาลไม่ได้ 

ประชาชนอย่างเราจึงต้องใคร่ครวญให้หนัก ปักหลักให้มั่น ด้วยการยึดกุมความคิดไปที่จุดสูงสุดที่ทำให้อำนาจนำเปลี่ยนข้างมาอยู่ฝั่งประชาชนเอาไว้ให้ได้ นั่นก็คือ ข้อเรียกร้องหรือข้อเสนอปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ (เหตุสำคัญที่สุดที่อำนาจนำย้ายข้างมาอยู่ฝั่งประชาชนคือข้อเรียกร้องหรือข้อเสนอปฏิรูปสถาบันกษัตริย์)

เพราะฉะนั้น หากว่าสถานการณ์ในเวลานี้ของรัฐคือการปฏิวัติเงียบ ดังนั้น สถานการณ์ของเราคือการต่อสู้ที่สืบเนื่องมา หรือต่อต้านการปฏิวัติเงียบ มิใช่ยินดีปรีดากับพรรคเพื่อไทยที่ได้เป็นผู้นำจัดตั้งรัฐบาล เหตุเพราะว่า อำนาจนำของฝ่ายประชาชนกำลังตกอยู่ในภาวะวิกฤติ

หรือถ้ามองด้านของรัฐ พวกเขาทำการปฏิวัติเงียบ โดยสืบทอดอำนาจจากประยุทธ์มาเศรษฐา ถ้ามองที่ด้านของเรา, ประชาชน เราสืบทอดอะไร ?

หรือในรัฐแบบประยุทธ์ เพดานจิตสำนึก อุดมการณ์ คุณค่า วัฒนธรรมของสังคมและการเมืองของประชาชนทะลุทะลวงถึงขั้นปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ ในรัฐแบบเศรษฐา เพดานจิตสำนึก อุดมการณ์ คุณค่า วัฒนธรรมของสังคมและการเมืองของประชาชนควรเป็นอะไร ?

ซึ่งฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยว่ารัฐบาลเศรษฐาเป็นรัฐบาลสืบทอดอำนาจ หรือส่วนต่อขยายของระบอบประยุทธ์ เพราะเห็นว่าเป็นกล่าวหาที่เร็วไป และรัฐบาลเศรษฐาไม่ได้เป็นฝ่ายสร้างระบอบประยุทธ์ และไม่ได้มีส่วนร่วมสร้างกลไกและเครื่องมือต่างๆ ของระบอบประยุทธ์ขึ้นมา จึงควรให้เวลารัฐบาลเศรษฐาทำงานมากกว่านี้ แต่ข้อเท็จจริงก็เห็นอยู่อย่างชัดแจ้งว่ารัฐบาลเศรษฐาแต่งตั้งคณะกรรมการศึกษาแนวทางการทำประชามติเพื่อแก้รัฐธรรมนูญ 2560 โดยไม่แก้ไขทุกหมวดทุกมาตรา ซึ่งสวนทางกับการร่วมลงชื่อกว่าสองแสนรายชื่อของภาคประชาชนที่รณรงค์ให้ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับและ สสร. ต้องได้มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด ดังนั้น กลไกและเครื่องมือในการสืบทอดอำนาจหรือเป็นส่วนต่อขยายของระบอบประยุทธ์ยังปรากฎอยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับที่จะมีการแก้ไขใหม่ในอนาคตอย่างแน่นอน นั่นก็หมายความว่าการถูกกล่าวหาว่าเป็นรัฐบาลสืบทอดอำนาจหรือเป็นส่วนต่อขยายของระบอบประยุทธ์จึงเป็นการกล่าวหาที่ไม่เกินเลยไปจากข้อเท็จจริง

สภาวการณ์ของบ้านเมืองในเวลานี้ ทำให้กลุ่ม/องค์กร/ขบวนประชาชนในพื้นที่ต่างๆ โดยเฉพาะภาคอีสาน ต้องปะทะกับภัยคุกคามสามด้าน ดังนี้

หนึ่ง ด้านประชาธิปไตย หรือโครงสร้างทางการเมือง หรือระบบการปกครอง ที่ปัญหาทั้งมวลของด้านนี้ติดขัดอยู่ที่รัฐธรรมนูญ 2560 ซึ่งพี่น้องประชาชนที่ร่วมลงชื่อกว่าสองแสนรายชื่อมีความปรารถนาร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับและ สสร. ต้องได้มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด แต่รัฐบาลเศรษฐากลับแต่งตั้งคณะกรรมการศึกษาแนวทางการทำประชามติเพื่อแก้รัฐธรรมนูญ 2560 โดยไม่แก้ไขทุกหมวดทุกมาตราแทน

สอง ด้านการพัฒนา ที่โครงการพัฒนาขนาดใหญ่ นโยบายและกฎหมายที่ไม่เป็นธรรมทั้งหลายที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ระบบนิเวศและคุณภาพชีวิตของประชาชน ซึ่งสานต่อมาจากรัฐบาลประยุทธ์ กำลังถูกผลักดันอย่างเร่งรัดเข้ามาในพื้นที่ อาทิเช่น โครงการผันน้ำโขง-เลย-ชี-มูล การแย่งยึดที่ดินทำกินของประชาชนเอาไปให้นายทุนสัมปทานปลูกป่าค้าคาร์บอนเครดิตตามนโยบายทวงคืนผืนป่า การเพิ่มโรงงานน้ำตาลทรายและโรงไฟฟ้าชีวมวลใหม่ ไม่ต่ำกว่า 25 โรงงาน และขยายกำลังการผลิตโรงงานเดิม เพื่อต่อยอดไปที่อุตสาหกรรมพลังงานและชีวภาพตามนโยบายเศรษฐกิจชีวภาพ-หมุนเวียน-สีเขียว หรือ BCG ซึ่งพื้นที่ปลูกข้าวจะต้องถูกเปลี่ยนเป็นปลูกอ้อยไม่ต่ำกว่า 6 ล้านไร่ เขตเศรษฐกิจพิเศษในจังหวัดชายแดนที่เป็นเมืองคู่แฝดกับประเทศในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง เป็นต้น  

สาม ด้านอำนาจนำ ที่พวกมือไม้ กลไกหรือส่วนขยายของรัฐ เช่น ประชาสังคม กำลังทำงานเพื่อแย่งชิงพื้นที่ทางความคิดของฝ่ายประชาชน เพื่อรักษา ปกป้อง ตรึงและขยายพื้นที่ทางความคิดของรัฐเอาไว้ให้มั่นคงแข็งแรง ด้วยความพยายามที่จะมีกฎหมายส่งเสริมประชาสังคมเพื่อให้รัฐสนับสนุนทรัพยากรทางการเงินและอื่นๆ ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการควบคุมและทำลายการรวมกลุ่มของประชาชนอย่างรุนแรง และจะส่งผลกระทบเป็นทอดๆ ไปที่สิทธิและเสรีภาพในการชุมนุม และสิทธิและเสรีภาพการแสดงออก/แสดงความคิดเห็น เนื่องจากกฎหมายชุมนุมสาธารณะพยายามควบคุม กำกับและจำกัดสิทธิและเสรีภาพการชุมนุม การแสดงออก/แสดงความคิดเห็นและการรวมกลุ่มเอาไว้ในระดับหนึ่ง แต่ยังไม่เป็นที่พอใจของรัฐ ดังนั้น ถ้ากฎหมายส่งเสริมประชาสังคมเกิดขึ้นได้จริง ก็จะทำให้สิทธิและเสรีภาพทั้งสามด้านถูกควบคุม กำกับและจำกัดอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดมากขึ้น

ในช่วงสามสี่ปีที่ผ่านมาที่พี่น้องประชาชนสามารถทำสงครามแย่งชิงพื้นที่ทางความคิดกับรัฐได้อย่างมีพลัง จนทำให้อำนาจนำทางอุดมการณ์ ความคิดและวัฒนธรรมของสังคมย้ายข้างจากการยึดกุมและครอบงำของรัฐมาอยู่ฝั่งประชาชนได้ ก็ด้วยการที่สิทธิและเสรีภาพทั้งสามด้านยังไม่ถูกทำลายไปจากการควบคุม กำกับและจำกัดจากรัฐได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ซึ่งสิทธิและเสรีภาพทั้งสามด้านนี้ล้วนเชื่อมโยงสัมพันธ์กัน ขาดอันใดอันหนึ่งมิได้

ดังนั้น สิ่งสำคัญในเวลานี้ที่กลุ่ม/องค์กร/ขบวนประชาชนควรทำก็คือ สร้างการเคลื่อนไหวขึ้นมาให้ได้โดยเร็ว เพื่อต่อต้านการปฏิวัติเงียบ และเพื่อรักษาอำนาจนำของฝ่ายประชาชนที่เป็นดอกผลของการชุมนุมตลอดสามสี่ปีที่ผ่านมาให้กระเตื้องขึ้น ทั้งการชุมนุมเพื่อประชาธิปไตย หรือโครงสร้างทางการเมือง หรือระบบการปกครอง เช่น การเรียกร้องให้เขียนรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ สสร. ต้องได้มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด เป็นต้น และการชุมนุมที่ประสบปัญหาจากโครงการพัฒนา นโยบายหรือกฎหมายที่ไม่เป็นธรรมต่างๆ เช่น การชุมนุมของพีมูฟ สมัชชาคนจน เป็นต้น ล้วนสำคัญทั้งสิ้นที่จะหล่อเลี้ยงหรือรักษาอำนาจนำของฝ่ายประชาชนที่เป็นดอกผลของการชุมนุมตลอดสามสี่ปีที่ผ่านมาให้กระเตื้องขึ้นและดำรงอยู่สืบไปอย่างยาวนาน

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่เฟซบุ๊ก : ทวิตเตอร์ : LINE ไอดี = @prachatai



แหล่งที่มา

[ad_2]

Scroll to Top