แอมเนสตี้ฯ จี้ ‘อิสราเอล’ ยุติการปิดกั้นที่ผิดกม.-ไร้มนุษยธรรมต่อฉนวนกาซา โรงไฟฟ้าไร้เชื้อเพลิงแล้ว

แอมเนสตี้ฯ จี้ 'อิสราเอล' ยุติการปิดกั้นที่ผิดกม.-ไร้มนุษยธรรมต่อฉนวนกาซา โรงไฟฟ้าไร้เชื้อเพลิงแล้ว

[ad_1]

แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล เรียกร้อง ‘อิสราเอล’ ต้องยุติการปิดกั้นที่ผิดกฎหมายและไร้มนุษยธรรมต่อฉนวนกาซา ในขณะที่โรงผลิตไฟฟ้าไม่มีเชื้อเพลิงปั่นไฟแล้ว

16 ต.ค.2566 ฝ่ายสื่อสารองค์กร แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย รายงานต่อสื่อมวลชนว่า การหยุดเดินเครื่องของโรงผลิตไฟฟ้าเพียงแห่งเดียวในฉนวนกาซา จะยิ่งทำให้วิกฤตด้านมนุษยธรรมที่เลวร้ายอยู่แล้วแย่ลงไปอีก สำหรับประชากรกว่า 2.2 ล้านคนที่ติดอยู่ในฉนวนกาซา ท่ามกลางการทิ้งระเบิดอจำนวนมากในหลายพื้นที่จากอิสราเอล ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตตอนนี้อย่างน้อย 1,350 คน และได้รับบาดเจ็บกว่า 6,000 คน

การโจมตีทางอากาศที่เกิดขึ้น เป็นการตอบโต้ต่อการโจมตีเมื่อวันที่ 7 ตุลาคมของกลุ่มฮามาสและกลุ่มติดอาวุธปาเลสไตน์อื่น ๆ จากฉนวนกาซา ซึ่งได้ยิงจรวดโดยไม่เลือกเป้าหมาย และส่งกองกำลังเข้าไปในตอนใต้ของอิสราเอล เพื่อสังหารประชาชนกว่า 1,200 คน และทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บกว่า 2,700 คน รวมทั้งการจับตัวประกันซึ่งหลายคนเป็นพลเรือน

แอกเนส คาลามาร์ด เลขาธิการ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล เผยว่า ทางการอิสราเอลต้องคืนไฟฟ้าให้กับฉนวนกาซาทันที และระงับมาตรการจำกัดใด ๆ ที่ประกาศใช้ตามคำสั่งของรัฐมนตรีกลาโหมเมื่อวันที่ 9 ต.ค. 2566 และต้องยุติการปิดกั้นฉนวนการซาอย่างผิดกฎหมายในช่วงนเวลา 16 ปีที่ผ่านมา การลงโทษแบบเหมารวมต่อประชากรพลเรือนในฉนวนกาซา ถือเป็นอาชญากรรมสงคราม เป็นสิ่งที่โหดร้ายและไร้มนุษยธรรม ในฐานะผู้ยึดครองประเทศ อิสราเอลมีพันธกรณีที่ชัดเจนตามกฎหมายระหว่างประเทศ ที่ต้องประกันให้มีการตอบสนองความต้องการขั้นพื้นฐานของประชากรพลเรือนในฉนวนกาซา

การตัดไฟส่งผลให้ฉนวนกาซาตกอยู่ในความมืด และจะยิ่งเร่งให้หายนะด้านมนุษยธรรมเลวร้ายลงไปอีก โดยถือเป็นการจำกัดยการสื่อสารและการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตยิ่งขึ้นไปอีก การตัดไฟจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อการบริการขั้นพื้นฐานที่จำเป็น การเข้าถึงน้ำสะอาด และจะทำให้เกิดวิกฤติด้านสาธารณสุข ส่งผลให้โรงพยาบาลในฉนวนกาซาที่ขาดแคลนอยู่แล้ว จะยิ่งขาดแคลนเวชภัณฑ์ที่จำเป็น ในขณะที่เจ้าหน้าที่ต้องดิ้นรนหาทางรักษาพยาบาลการโจมตีของอิสราเอลยังคงส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัสหลายพันคน และส่งผลให้ชีวิตของผู้ป่วยในโรงพยาบาล ผู้ที่ป่วยโรคเรื้อรัง หรือผู้ที่อยู่ในแผนกไอซียู รวมทั้งทารกเกิดใหม่ที่ต้องการอุปกรณ์เพื่อช่วยหายใจตกอยู่ในอันตรายมากขึ้น

รัฐมนตรีอิสราเอลกล่าวเมื่อวันที่ 12 ตุลาคมว่า ทางการจะยังไม่จ่ายไฟฟ้าคืน หรืออนุญาตให้จ่ายน้ำหรือให้นำเชื้อเพลิงเข้าไป จนกว่ากลุ่มฮามาสจะปล่อยตัวประกัน เป็นการยืนยันอย่างชัดเจนว่า ปฏิบัติการเช่นนี้เป็นการลงโทษพลเรือนในฉนวนกาซา เนื่องจากการกระทำของกลุ่มติดอาวุธปาเลสไตน์ แอมเนสตี้ขอย้ำว่า พลเรือนชาวปาเลสไตน์ไม่มีส่วนรับผิดชอบต่ออาชญากรรมของกลุ่มฮามาส และกลุ่มติดอาวุธปาเลสไตน์อื่น ๆ และตามกฎหมายระหว่างประเทศ อิสราเอลต้องไม่ทำให้พวกเขาเกิดความทุกข์ยาก อันเป็นผลจากการกระทำที่พวกเขาไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง และไม่สามารถควบคุมได้

“การสังหารหมู่ที่โหดร้ายต่อพลเรือนชาวอิสราเอล และการละเมิดที่ร้ายแรงอย่างอื่นของกลุ่มติดอาวุธปาเลสไตน์ ไม่ใช่ข้ออ้างที่ทำให้อิสราเอลจะไม่ปฏิบัติตามพันธกรณีที่จะต้องเคารพกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ และต้องคุ้มครองพลเรือนการลงโทษแบบเหมารวมต่อพลเรือนในฉนวนกาซา จะไม่นำความยุติธรรมมาให้เหยื่อของอาชญากรรมสงครามที่เกิดขึ้นจากกลุ่มฮามาสและกลุ่มติดอาวุธอื่นๆ หรือไม่ก่อให้เกิดความมั่นคงปลอดภัยต่อพลเรือนในอิสราเอลได้”

แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลยังกังวลต่อการโจมตีอย่างต่อเนื่องต่อด่านพรมแดนราฟาห์ และเรียกร้องให้อิสราเอลสนับสนุนให้มีการจัดทำระเบียงด้านมนุษยธรรม เพื่อส่งความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมเข้าไปในฉนวนกาซา และอนุญาตให้ประชาชนและพลเรือนที่ได้รับบาดเจ็บและหลบหนีจากการขัดกันด้วยอาวุธ สามารถเดินทางผ่านด่านพรมแดนได้ ทั้งยังเรียกร้องให้ประชาคมระหว่างประเทศดำเนินการเพื่อให้เกิดความตกลงเกี่ยวกับระเบียงด้านมนุษยธรรมดังกล่าว

ทางการอิสราเอลต้องงดเว้นจากการโจมตีที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งเป็นเหตุให้พลเรือนเสียชีวิตหรือได้รับบาดเจ็บ รวมถึงการทำลายบ้านเรือนและโครงสร้างพื้นฐานของพลเรือน เจ้าหน้าที่อิสราเอลต้องงดเว้นจากการยั่วยุให้เกิดความรุนแรงต่อชาวปาเลสไตน์ในเขตเวสต์แบงก์ที่ถูกยึดครอง รวมทั้งในเยรูซาเล็มตะวันออก และประกันให้เกิดความปลอดภัยต่อพลเรือนทุกคนที่อยู่ภายใต้การควบคุมของตน กลุ่มติดอาวุธปาเลสไตน์ในฉนวนกาซาทุกกลุ่มต้องปล่อยพลเรือนที่ตกเป็นตัวประกันทุกคนโดยไม่มีเงื่อนไขและโดยทันที

แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลอยู่ระหว่างการสอบสวนข้อมูล การโจมตีทางอากาศของอิสราเอลในฉนวนกาซา รวมทั้งการโจมตีทางอากาศต่ออาคารที่พักอาศัยในเขตอัลเซตวน ซึ่งเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตถึง 15 คนจากครอบครัวเดียวกันรวมทั้งเด็กเจ็ดคน ประกอบด้วยพี่น้องห้าคน และลูกพี่ลูกน้องอีกสองคน รวมทั้งปู่ย่าตายายของพวกเขา การโจมตีเพื่อทำลายตึกเบิร์จปาเลสไตน์ ซึ่งเป็นตึกสูงในย่านอัลริมัลในฉนวนกาซา และการทิ้งระเบิดใส่ตลาดริมถนนที่มีคนพลุกพล่านในค่ายผู้ลี้ภัยจาบาเลีย ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 69 คน รวมทั้งเด็ก 15 คน

แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลเรียกร้องให้อิสราเอลและกลุ่มติดอาวุธปาเลสไตน์ ใช้ความระมัดระวังที่เป็นไปได้ทั้งปวง เพื่อคุ้มครองพลเรือน สอดคล้องตามพันธกรณีของพวกเขาที่มีต่อกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ

ใบแถลงข่าวนี้เป็นส่วนหนึ่งของชุดของบทความที่แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลเขียนขึ้น เกี่ยวกับความรุนแรงและการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่ขยายตัวขึ้นในอิสราเอล ฉนวนกาซา และพื้นที่อื่น ๆ ในดินแดนของชาวปาเลสไตน์ที่ถูกยึดครอง แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลได้เผยแพร่ข้อค้นพบในเบื้องต้น เกี่ยวกับอาชญากรรมสงครามของกลุ่มฮามาสและกลุ่มติดอาวุธปาเลสไตน์แล้ว รวมทั้งการสังหารหมู่โดยรวบรัด การจับเป็นตัวประกัน และการยิงจรวดอย่างไม่เลือกเป้าหมาย ระหว่างที่รวบรวมพยานหลักฐานเกี่ยวกับการละเมิดที่เกิดขึ้นในตอนใต้ของอิสราเอล แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลจะยังคงสอบสวนต่อไป เพื่อจำแนกถึงองค์ประกอบทั้งปวงของอาชญากรรมต่อกฎหมายระหว่างประเทศ

ข้อมูลพื้นฐาน

แอมเนสตี้ฯ ให้ข้อมูลพื้นฐานด้วยว่า นับแต่ปี 2550 อิสราเอลได้ปิดกั้นการเข้าออกฉนวนกาซา ทั้งทางอากาศ ทางบก และทางทะเล ถือเป็นการลงโทษแบบเหมารวมต่อประชากรทั้งหมด การสู้รบในปัจจุบันนับเป็นปฏิบัติการทางทหารครั้งใหญ่ครั้งที่หกของอิสราเอลและกลุ่มติดอาวุธซึ่งมีที่ตั้งในฉนวนกาซา ในวันที่ 9 ตุลาคมยูอาฟ กาลแลนต์ รัฐมนตรีกลาโหมของอิสราเอลประกาศ “ปิดกั้นฉนวนกาซาอย่างสิ้นเชิง…จะไม่ยอมให้มีไฟฟ้า อาหาร น้ำ หรือเชื้อเพลิง ทุกอย่างจะถูกปิดล้อมหมด” โดยถือเป็นส่วนหนึ่งของการโจมตีเพื่อตอบโต้ของอิสราเอล ภายหลังการโจมตีของกลุ่มฮามาสและกลุ่มติดอาวุธปาเลสไตน์อื่น ๆ ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 1,200 คน

ในเดือนมิถุนายน แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลได้เผยแพร่รายงานการสอบสวน ปฏิบัติการโจมตีต่อฉนวนกาซาเมื่อเดือนพฤษภาคม 2566 และพบว่าอิสราเอลได้ทำลายบ้านเรือนของชาวปาเลสไตน์อย่างไม่ชอบด้วยกฎหมาย หลายครั้งเกิดขึ้นแม้ไม่มีความจำเป็นทางทหาร ในลักษณะที่อาจถือว่าเป็นการลงโทษแบบเหมารวมต่อประชากรพลเรือนทั้งหมด

ในรายงานเดือนกุมภาพันธ์ 2565 แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลได้บรรยายถึงปฏิบัติการของกองกำลังของอิสราเอลในกาซา (รวมทั้งในเขตเวสต์แบงก์ และอิสราเอล) โดยเป็นการกระทำที่ต้องห้ามตามธรรมนูญกรุงโรม และอนุสัญญาว่าด้วยการแบ่งแยกกีดกันเชื้อชาติ   และเป็นส่วนหนึ่งของปฏิบัติการโจมตีอย่างกว้างขวางและเป็นระบบต่อประชากรพลเรือน โดยมีเป้าหมายเพื่อรักษาระบบการกดขี่และครอบงำเหนือชาวปาเลสไตน์ ซึ่งย่อมถือเป็นอาชญากรรมต่อมนุษยชาติในรูปของการแบ่งแยกเชื้อชาติ

ท่านสามารถดูรายงานก่อนหน้านี้ของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลเกี่ยวกับการละเมิดและอาชญากรรมในบริบทการสู้รบระหว่างอิสราเอลและกลุ่มติดอาวุธปาเลสไตน์ได้ ที่นี่

แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลเป็นองค์กรสิทธิมนุษยชนที่ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด และดำเนินงานเพื่อให้คู่กรณีทุกฝ่ายในการขัดแย้งกันด้วยอาวุธ ปฏิบัติตามกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ และกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ ด้วยเหตุดังกล่าว ในรายงานฉบับต่อไป แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลจะสอบสวนปฏิบัติการทางทหารของอิสราเอลในฉนวนกาซา เพื่อจำแนกว่ามีการปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ของกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศหรือไม่ รวมทั้งการใช้ความระมัดระวังที่จำเป็นเพื่อลดอันตรายให้เหลือน้อยสุดต่อพลเรือนและวัตถุของพลเรือน และการงดเว้นจากการโจมตีที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และจากการลงโทษแบบเหมารวมต่อประชากรพลเรือน ซึ่งเป็นข้อกำหนดตามกฎหมายระหว่างประเทศ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลจะยังคงติดตามข้อมูลการดำเนินงานของกลุ่มฮามาสและกลุ่มติดอาวุธปาเลสไตน์ต่อไป

แหล่งที่มา

[ad_2]

Scroll to Top